ชาติพันธุ์ลาว (Laos)

ชาวลาวในจังหวัดศรีสะเกษนั้นมีความสัมพันธ์กับชาวลาวในประเทศลาวเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันประชากรของประเทศลาวเองก็มีหลายเผ่าพันธุ์ ซึ่งประวัติศาสตร์ลาวระบุไว้ ดังนี้

ประเทศลาวมีพลเมืองประกอบด้วยหลายชนชาติกลุ่มชนและเผ่าชนที่รวมเข้าเป็นสามเหง้าต่างกันคือ เหง้าอินโดนีเซีย เหง้าจีน และเหง้าไทลาว แต่ละเหง้ามีสีสันและจุดเฉพาะของตนในด้านวัฒนธรรมซึ่งมีผลอย่างยิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมมีความมั่นคง

เนื่องจากประเทศลาวมีหลายเผ่าพันธุ์ซึ่งโดยสรุปเหง้าอินโดนีเซียเป็นชนเผ่าที่ถูกเรียกว่า ลาวเทิงหรือชาวข่า เหง้าจีนเป็นชนเผ่าที่ระยะหลังเรียกว่า ลาวสูง ได้แก่ พวกเผ่าแม้ว เผ่าเย้า ฯ เหง้าไทลาวหมายถึงลาวที่ลุ่ม ได้แก่ ชนเผ่าไท ผู้ไทและลาว ดังนั้นการกล่าวถึงชาวลาวในจังหวัดศรีสะเกษจึงขอกล่าวเฉพาะเผ่าไทลาวเท่านั้น

ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๗ ได้มีชนเผ่าไทจำนวนหนึ่งล่องเรือลงมาจากตอนใต้ของประเทศจีนมาตามลำแม่น้ำแดง แม่น้ำอู แม่น้ำโขงลงมาประเทศลาว นำโดยขุนลอเข้ารบกับขุนฮางและหลานเหลน พ่ายหนีตกเมืองผาน้ำทาพันแล เมื่อนั้นขุนลอจึงได้ตั้งเมืองเป็นท้าวเป็นพญาแก่ลาวทั้งหลายก่อนท้าวพญาลาวทั้งหลายทั้งมวล จากขุนลอ ราชวงศ์ลาวได้สืบทอดกันลงมาอีก ๒๐ รัชกาลจนถึงสมัยท้าวฟ้างุ้ม (พ.ศ.๑๘๙๖-๑๙๑๖)

ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ เจ้าฟ้างุ้มได้สร้างอาณาจักรล้านช้างขึ้นมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คำสอนของศาสนาพุทธได้กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวลาว วัดได้กลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมลาวตั้งแต่นั้นมา

ในสมัยกรุงศรอยุธยาเป็นราชธานีอันยาวนานของไทย ประเทศลาวมีฐานะเป็นพันธมิตรของอาณาจักรอยุธยา ลาวมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เวียงจันทน์ ซึ่งปี พ.ศ.๒๑๐๓ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้สร้างนครเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวล้านช้าง

ใน พ.ศ.๒๒๓๗ ทางราชสำนักนครเวียงจันทน์ เกิดแย่งชิงอำนาจกันพวกราชวงศ์ลาวต้องลี้ภัยการเมืองไปยังสถานที่ต่าง ๆ ส่วนหนึ่งมีผู้นำที่เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนคือ พระครูยอดแก้ว วัดโพนสะเม็ก มีศิษย์ตามมามากประมาฯสามพันคน ได้ลงมาอาศัยกับพญาข่าผสมลาวแห่งนครกาลจำบากนาคบุรีศรี ได้มีความสัมพันธ์กับข่าที่มีนางเภาและนางแพงเป็นผู้ครองนคร ท้ายที่สุดนครจำบากก็ตกอยู่ในอำนาจของราชวงศ์ลาวที่สถาปนาอาณาจักรลาวใต้ขึ้นมา เปลี่ยนชื่อเป็น นครจำปาศักดิ์นัคบุรี มีกษัตริย์เชื้อสายลาวที่อพยพลงมานั้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.๒๒๕๖ พระนามว่า พระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร (พ.ศ.๒๒๕๖-๒๒๘๑) แล้วจัดการปกครองหัวเมืองข่าทั้งปวงทั้งในเขตลาวใต้ อันได้แก่ สาละวัน จำปาศักดิ์ อัตปือ ตลอดจนส่งเสนาข้าราชบริพารไปตั้งเมืองถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล-ชี ถึงเมืองศรีนครเขต ซึ่งเป็นเมืองลาวที่ตั้งใหม่ในเขตจังหวัดศรีสะเกษ

ชาวลาวที่เข้ามารุ่นนี้ จากหลักฐานน่าจะมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หมู่บ้านใหญ่ ๆ ในลุ่มแม่น้ำมูล เช่น ที่ตั้งเมืองศรีสะเกษปัจจุบัน บ้านหนองครก บ้านคูซอด บ้านหนองโน อำเภอเมืองศรีสะเกษ ดังประวัติหมู่บ้านที่ได้ระบุไว้

บ้านหนองครก หมู่ ๑ และหมู่ ๕ อำเภอเมืองศรีสะเกษ เดิมเล่ากันว่าในวันพระข้างขึ้นและข้างแรมเวลากลางคืนเงียบสงัด จะได้ยินเสียงฆ้องเสียงกลองดังกระหึ่มที่หนองน้ำทั้งคืน และมีครกตำข้าวสีทองขนาดใหญ่ผุดขึ้นมาลอยอยู่เหนือน้ำ จากนิมิตนี้เองจึงเรียกบ้านหนองครกจนทุกวันนี้ บรรพบุรุษเดิมชาวหนองครกเป็นพวกลาวกาวที่มาจากนครจำปาศักดิ์ มาตั้งถิ่นฐานก่อนการตั้งเมืองขุขันธ์

บ้านคูซอด หมู่ ๑ หมู่ ๒ ตำบลคูซอด อำเภอเมืองศรีสะเกษ ชาวบ้านคูซอดอพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ มาตั้งบ้านที่บ้านคูซอดเรียกว่าบ้านโนนหนองหว้า ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านคูซอด เมื่อเกิดศึกพระตาได้กวาดต้อนคนบ้านคูซอดกลับไปลาว จน พ.ศ.๒๓๒๑ จึงได้อพยพกลับมาอยู่ที่เดิม

บริเวณที่ตั้งเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริเวณวัดมหาพุทธาราม ในช่วงที่มาตั้งเมืองพ.ศ. ๒๓๒๘ ได้พบพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่กลางป่า ซึ่งปัจจุบันได้บูรณะให้เป็นพระประธานของอุโบสถหลังใหญ่ของวัดมหาพุทธาราม

เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ พวกเจ้าลาวกลุ่มพระวอพระตาได้อพยพจากนครเวียงจันทน์ เข้ามายังบริเวณลุ่มน้ำมูล-ชี เอกสารพื้นเมืองยโสธรกล่าวว่า พบแต่พวกผีที่เป็นเจ้าของป่าและลำน้ำ จนมีการรบราฆ่าฟันก่อนที่จะตั้งหลักแหล่งได้

ในจังหวัดศรีสะเกษ ได้พบหลักฐานสำคัญว่าชาวลาวกลุ่มพระวอพระตา จะกระจายอยู่ในพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษหลายหมู่บ้าน ดังนี้

บ้านกุดโง้ง หมู่ ๖ ตำบลโพนข่า อำเภอเมืองศรีสะเกษ ตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ โดยมีผู้นำคือ เจ้าชัยสารโพธิสาร เมืองเวียงจันทน์ อพยพมากับพระวอพระตา โดยมีลาวสั้นจากเมืองจำปาศักดิ์รวมกลุ่มมาเป็นส่วนใหญ่ นำขบวนมาพิชิตชาวข่า ส่วย เยอ จนสามารถสร้างบ้านได้เมื่อวันเพ็ญเดือนห้า พ.ศ. ๒๓๒๐ ก่อนตั้งเมืองศรีสะเกษประมาณ ๕ ปี

บ้านโพนข่า หมู่ ๑ ตำบลโพนข่า อำเภอเมืองศรีสะเกษ อพยพมาจากดินแดนประเทศลาว เป็นพลพรรคบ่าวไพร่ของเมืองเเสนหน้าง้ำและพระวอพระตา โดยมีหลวงปู่สริยา พระเถระอาวุโสหนีภัยมาด้วย

บ้านเมืองน้อย หมู่ ๑, ๖, ๗ ตำบลเมืองน้อย อำเภอกันทรารมย์ ความหมายของชื่อหมู่บ้านเป็นที่พักของผู้ครองนคร บ้านเมืองน้อยสืบเชื้อสายมาจากเมืองหนองบัวลำภู หรือนครเขื่อนขัณธ์กาบแก้วบัวบาน ถิ่นฐานเดิมอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีในปัจจุบันนี้ เมืองอินทเกษก็ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองน้อย

อำเภอบึงบูรพ์ ชาวอำเภอบึงบูรพ์ โดยเฉพาตำบลบึงบูรพ์หมู่ ๑,๒,๓,๘ ซึ่งได้แก่ บ้านเป๊าะ บ้านโนนสาวสวย บ้านจอมพระ บ้านนาสวน และบ้านนาหล่ม และเครือญาติของชาวบ้านเป๊าะในตำบลเป๊าะ ซึ่งได้แก่ บ้านหาด บ้านหมากยาง จะเป็นหมู่บ้านชาวลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ด้วยเหตุผลที่ไม่ปรากฏชัดหรือหลบภัยการเมือง สำเนียงภาษาที่ชาวบ้านเป๊าะพูดเหมือนกับพี่น้องลาวชาวอุบล

นอกจากนี้ วิรอด ไชยพรรณา ผู้ศึกษาเรื่องญาพ่อ กล่าวไว้ว่า เผ่าที่นับถือญาพ่อ คือเผ่าลาว จะปรากฏที่อำเภอบึงบูรพ์เกือบทุกหมู่บ้าน จะสังเกตเห็นว่าหมู่บ้านที่นับถือญาพ่อจะอยู่ใกล้กับบริเวณป่าดงภูดิน อำเภอราษีไศล ตำนานญาพ่อในจังหวัดศรีสะเกษจะเป็นแนวเดียวกันคืออุปราชจากดินแดนลาว ได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บริเวณนี้ ต่อมาเกิดสงครามใหญ่ในกรุงเวียงจันทน์ระหว่างเจ้าสิริบุญสารกับพระวอพระตา การสู้รบฝ่ายหลังสู้ไม่ได้จึงหลบหนีจากกรุงเวียงจันทน์

อำเภอยางชุมน้อย มีชาวลาวที่อพยพมาคราวสงครามพระวอพระตา ส่วนหนึ่งมาอยู่ที่บ้านดวนใหญ่ แต่เมื่อสงครามสงบคิดถึงบ้านเดิม บางส่วนจึงอพยพกลับ ส่วนหนึ่งเดินทางมาถึงบ้านเจียงอี พบว่าเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน จึงตั้งหลักแหล่งไม่เดินทางต่อ ส่วนหนึ่งเดินทางต่อไปพบสถานที่เหมาะสมมีเนินดิน มีแหล่งน้ำ มีโคกป่ายางชุกชุมจึงตั้งบ้านเรือนที่บ้านยางชุมน้อย โดยไม่ได้กลับไปเวียงจันทน์แต่อย่างใด

กลุ่มชาวลาวที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรี

พ.ศ. ๒๓๒๑ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพยกไปเมืองพิมายแต่งตั้งข้าหลวงออกมาเกณฑ์กำลังเมืองประทายสมัน เมืองรัตนบุรี และเมืองศรีนครลำดวน ยกไปตีเมืองจันทน์จำปาศักดิ์ จนได้ชัยชนะ ในการศึกครั้งนี้หลวงปราบ (เชียงขัน) ทหารเอกในกองทัพได้ นางคำเวียงหญิงม่ายชาวลาวมาเป็นภรรยา มีบุตรชายติดตามมาด้วย คือ ท้าวบุญจันทร์ การชนะศึกสงครามครั้งนี้ ได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทน์มาเป็นจำนวนมาก มาอยู่ที่ตำบลสิ ตำบลขุญหาญ อำเภอขุนหาญ ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ บ้านตาอุด บ้านโสน อำเภอขุขันธ์ หลวงปราบ (เชียงขัน) ได้นำครอบครัวของนางคำเวียงพร้อมบริวารไปอยู่ที่บ้านบก อำเภอขุขันธ์ ก่อนที่จะย้ายเมืองมาตั้งที่หนองแตระในเวลาต่อมา

กลุ่มชาวลาวและการกระจายตัวของชาวลาว

หลังจากที่ชาวลาวได้มาตั้งหลักฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดข้างเคียง เช่น ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ชาวลาวส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ สนใจในด้านการศึกษาเล่นเรียน มีทั้งการบวชเรียนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการเปิดขยายโรงเรียนในหมู่บ้านต่างๆ มากขึ้น ชาวลาวที่เรียนหนังสือได้เป็นครูและเป็นพระจึงได้เผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมทางภาษาเข้าไปยังชุมชนชาวพื้นเมือง ชาวกวย เขมร เยอ มากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบในระยะหลังนี้ชาวลาวได้อพยพเข้าไปแทรกอยู่เกือบทุกอำเภอโดยเฉพาะอำเภอเมือง ยางชุมน้อย กันทรารมย์ โนนคูณ กันทรลักษ์ จะมีประชากรชาวลาวเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันภาษาลาวได้กลายเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารส่วนใหญ่ในจังหวัดศรีสะเกษ

ข้อมูลอ้างอิง

  • คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. (2542). หนังสือเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดศรีสะเกษ: กรุงเทพฯ.