ภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคในจังหวัดศรีสะเกษ

การสาธารณสุขในจังหวัดศรีสะเกษในอดีต (ฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : 274-276) เมืองศรีสะเกษ มีหลักฐานของความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและอารยธรรมเก่าแก่ในสมัยโบราณกว่าหนึ่งพันปี ปรากฏชัดจากโบราณสถานหลายแห่งที่ยังคงสภาพให้เห็นอยู่ แม้จะไม่สมบูรณ์ด้วยมีการเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาก็ตาม นักปราชญ์ทางโบราณคดีและมานุษยวิทยา ชี้ให้เห็นว่าขนาดของสระน้ำโบราณ หรือบาราย (Baray) ที่พบคู่กับโบราณสถานทุกแห่งนั้น เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งของขนาดชุมชนด้วย “น้ำคือชีวิต” บารายขนาดใหญ่สร้างขึ้นสำหรับชุมชนที่มีประชาชนจำนวนมากเพื่ออุปโภค บริโภคอย่างเพียงพอ ในขณะที่ชุมชนขนาดเล็ก บารายจะมีขนาดลดหลั่นกันไป

ร่องรอยของการแพทย์และการสาธารณสุขในจังหวัดศรีสะเกษ มีหลักฐานที่สามารถย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 1724 ครั้งเมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของเขมรขึ้นครองราชย์นั้น พุทธจักรและอาณาจักร เจริญรุ่งเรืองอย่างอัศจรรย์ ทรงก่อสร้างปราสาทบันทายกุฎี ตาพรหม พระขรรค์ บายน บันทายฉมา และอโรคายาศาล (โรงพยาบาล) 102 แห่ง อยู่ทุกจังหวัดในพระราชอาณาจักร ซึ่งในจำนวนนี้ ปราสาทหินสระกำแพงน้อย อำเภออุทุมพรพิสัย และปราสาทบ้านสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ก็คือ อโรคยาศาล (โรงพยาบาล) ตามจารึกที่พบที่ปราสาทพระขรรค์ ซึ่งมีรูปแบบและแผนผังแบบอโรคยาศาล จากการพบแผ่น

จารึกสัมฤทธิ์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ปราสาท บ้านโคกปราสาท อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ในอโรคยาศาลมีเทวรูป (พระวัชรสัตว์) เป็นองค์พระพุทธครูแพทย์ คือ พระไภษัชยคุรุไวทูรยประภา หัตถ์หนึ่งอุ้มบาตรน้ำมนต์ และอีกหัตถ์ถือผลสมอ ศิลาจารึกพรรณนาถึงความอุปถัมภ์บำรุงโรงพยาบาล มีนายแพทย์ บุรุษพยาบาล นางพยาบาล ฯลฯ ภายใต้ความเป็นอธิบดีของพระสุคต (ผู้อำนวยการ) ชื่อ พระไภษัชยคุรุไวทูรยประภา และบุตรพระชินสีห์อีกสองพระองค์ คือ สูรยไวโรจนะและจันทรไวโรจนะ เจ้าหน้าที่ทำงานมีนายแพทย์ 2 คน ผู้ช่วยแพทย์ 2 คน ชาย 1 หญิง 1 (เจ้าพนักงานสุขาภิบาล) นิธิบาล (ผู้รักษาคลัง) ปาจกะ (คนครัว) 2 คน ยัชญหารี (คนบูชา) 2 คน อโรคยาสัมรักษิณ (ผู้รับใช้คนใช้) 14 คน ผู้หญิง 8 คน 2 คน สำหรับตำข้าว นอกจากนี้พรรณนาถึงอาหารการกินและยารักษาโรค ส่วนในบริเวณที่ตั้ง ของอโรคยาศาลนั้น นอกจากจะมีสระน้ำ หรือบารายที่อยู่รอบนอก เพื่อให้ประชาชนได้อุปโภค บริโภคตามปกติแล้ว ยังมีสระน้ำขนาดเล็กอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล ใช้เฉพาะนำมาทำยารักษาโรคหรือน้ำมนต์เท่านั้น ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผู้เฝ้าสระไม่ให้ผู้อื่นมาทำน้ำให้สกปรกได้

การแพทย์และสาธารณสุขในสมัยโบราณ คงยึดและปฏิบัติสืบต่อกันมาอีกหลายร้อยปี โดยได้รับความรู้สืบต่อๆ มาจากบรรพบุรษ เป็นการดูแลรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน (Folk Medicine) มีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม วัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ ถือเป็นระบบการแพทย์ท้องถิ่น (Local medicine system) ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ

  1. องค์ความรู้ เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดโรค (Disease etiologies) ซึ่งเป็น 2 ระบบ คือ
    • การเจ็บป่วยที่เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ (Personalistic Medicine System)
    • การเจ็บป่วยที่เกิดจากธรรมชาติ (Naturalistic Medicine System)
  2. วิธีการรักษา ซึ่งมีขั้นตอนหลักๆ คือ มีการตั้งคาย หรือเครื่องบูชาครู การวินิจฉัยโรค การรักษาโรค และมีการปลงคายหรือการสมนาคุณ
  3. หมอพื้นบ้าน ซึ่งจำแนกได้ 2 ประเภทคือ หมอพื้นบ้าน ที่รักษาการเจ็บป่วย ที่มีสาเหตุจากสิ่งเหนือธรรมชาติ และหมอพื้นบ้านที่รักษาการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุจากธรรมชาติ ผู้ป่วยที่มารับการรักษาพบว่าส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จบการศึกษาภาคบังคับและมีอาชีพทำนา

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานได้มีการบันทึกไว้ว่า ชนชาติไทยได้อาศัยแผ่นดินแห่งนี้อย่างต่อเนื่องมาหนึ่งพันปีนั้น หมายถึง การสืบทอดลูกหลานต่อๆ กันมา ไม่ต่ำกว่าสิบชั่วอายุคนแล้ว การที่ชนชาติไทยอยู่รอดสืบต่อเผ่าพันธุ์มาได้ยาวนานเช่นนี้แสดงว่า ชนชาติไทยมีระบบการแพทย์แผนโบราณของตนเองในการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ มีแบบแผนและองค์ความรู้ถ่ายทอดต่อๆ กันมา

การสาธารณสุขแผนปัจจุบัน จวบจนกระทั่งในสมัยรัชการที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อารยธรรมตะวันตกได้แพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมๆ กับการเผยแพร่ศาสนาและการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงอารยธรรมทางการแพทย์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง และได้รับการยอมรับมาขึ้นในสมัยรัชการที่ 4 ต่อมาในสมัยรัชการที่ 5 ได้มีการก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง และได้จัดตั้งกรมพยาบาลขึ้น เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2431 มีหน้าที่ให้การศึกษาวิชาการแพทย์ ควบคุมโรงพยาบาล และจัดการปลูกฝีให้แก่ประชาชน ฉะนั้นอาจถือได้ว่าปี 2431 เป็นการเริ่มศักราชใหม่ของการแพทย์และสาธารณสุขแผนปัจจุบันในประเทศ และในสมัยรัชการที่ 6 พ.ศ. 2457 กระทรวงมหาดไทยต้องการให้จังหวัดต่างๆ มีสถานที่สำหรับการป่วยไข้และจำหน่ายยา เรียกสถานนี้ว่า “โอสถสภา” ในภายหลังงานสาธารณสุขได้เจริญก้าวหน้ามาก จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สุขศาลา” โดยถือว่าสุขศาลา เป็นศูนย์กลางการสาธารณสุข

การสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษในอดีต ซึ่งถือว่าอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมาก ด้วยระยะทางการคมนาคมยังไม่เจริญเช่นปัจจุบัน จึงได้อาศัยแพทย์หรือหมอพื้นบ้านด้วยตำราแพทย์พื้นบ้าน (Folk Medicine) สืบทอดเรื่อยมา การก่อตั้งสุขศาลาในจังหวัดศรีสะเกษ ได้เริ่มต้นในระยะ พ.ศ. 2457 เช่นเดียวกัน และต่อมาใน พ.ศ. 2491 ได้มีการก่อตั้งโรงพยาบาลประจำจังหวัดศรีสะเกษขึ้น มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยู่ปฏิบัติมาประจำจนถึงปัจจุบัน แพทย์หรือหมอพื้นบ้านจึงได้ลดจำนวนลงไปตามลำดับ

ลักษณะการเจ็บป่วยในอดีต (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, (2542) : 277) หากนับเวลาจากอดีตจนถึงต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510) แล้วประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษส่วนใหญ่เจ็บป่วยด้วย

  1. โรคไข้มาลาเลีย หรือไข้ป่า
  2. โรคทางเดินอาหาร เช่นอุจจาระร่วง บิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค โรคพยาธิต่างๆ
  3. โรคนิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะ
  4. โรคติดต่อ เช่น ไข้ทรพิษ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ไขสันหลังอักเสบ หัด อีสุกอีใส
  5. โรคซางหรือโรคขาดสารอาหาร
  6. โรคมะเร็ง
  7. ระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด วัณโรค ปอด

ซึ่งได้มีการักษาพยาบาลด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ประกอบด้วยระบบแพทย์พื้นบ้านควบคู่กันตลอดมา ในอดีตหเมื่อถึงคราวเจ็บป่วยจะทำการรักษาด้วยแพทย์พื้นบ้าน เช่นปวดหัว จะกินยา ฝนยาสมุนไพร ถูกสุนัขกัดจะใช้ยางต้นจำปา (ลั่นทม) เมื่อถูกของมีคมบาดหรือของแหลมตำจะรดด้วยปัสสาวะ แล้วใช้ใบสาบเสือเคี้ยวพอกแผล หรือยัดด้วยเกลือ ปวดฟันจะอมเกลือ จะต้มน้ำกิน นอกนั้นจะรักษาโดยการลำผีฟ้า หรือใช้เวทย์มนต์คาถา

ภูมิปัญญาไทยกับการดูแลรักษาสุขภาพ

แนวคิดเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยในสังคมไทย

แนวคิดไทยเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยในสังคมไทยแตกต่างกัน 2 ระดับ คือ (บุญเลิศ สดสุชาติ, 2553 : 71-72)

  1. แนวคิดในระดับปัญญาชน มีลักษณะเป็นระบบสูง มีแบบแผนทางความคิดชัดเจน อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างมีเหตุผล ได้แก่ แนวคิดเรื่องระบบทฤษฎีธาตุ ทฤษฎีทางโหราศาสตร์ เป็นต้น
  2. แนวคิดระดับประชาชน เป็นแนวคิดที่ไม่สลับซับซ้อนและเป็นระบบน้อยกว่า การอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ด้วยหลักการหรือเหตุผลอย่างง่ายๆ ไม่ต้องอาศัยระบบตามทฤษฎี

แนวคิดทั้งสองระดับดังกล่าวไม่ได้แยกขาดเป็นอิสระจากกัน แต่มีการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดระหว่างกันตลอดมา ในประวัติการแพทย์ไทยมีปรากฏการณ์เช่นที่ว่านี้ คือ มีการแลกเปลี่ยนระหว่าง “หมอหลวง” ซึ่งเป็นหมอในราชสำนัก ทำหน้าที่รักษาความป่วยไข้แก่เจ้านายและข้าราชบริพาร กับหมอ “หมอเชลยศักดิ์” ซึ่งเป็นหมอชาวบ้านที่มีความรู้ดูแลประชาชนทั่วไป โดยหมอเชลยศักดิ์ที่มีความรู้ความสามารถก็อาจได้รับตัวไปรับราชการเป็นหมอหลวงในขณะเดียวกัน การเผยแพร่ความรู้จากหมอหลวงไปให้หมอเชลยศักดิ์ ก็ปรากฏมีหลายลักษณะ เช่น การเผยแพร่ตำราต่างๆ โดยการจดหรือคัดลอกจากตำราหลวง การจารึกตำราวิชาแพทย์ต่างๆ ไว้ในแผ่นศิลาและตามเสาระเบียง กำแพงแก้วของพระวิหาร และโบสถ์ เพื่อให้ประชาชนที่สนใจได้มาศึกษา

แนวคิดเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยในสังคมไทย ในทางมานุษยวิทยาทางการแพทย์ (Medical Anthropology) ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการแพทย์และการปรับตัวต่อความเจ็บป่วยในวัฒนธรรมต่างๆ นั้น ถือว่าสังคมใดๆ ย่อมประกอบขึ้นด้วยระบบการแพทย์มากกว่าหนึ่งระบบ หรือที่เรียกกันว่ามีระบบการแพทย์แบบพหุลักษณ์ กล่าวคือมีระบบการแพทย์ที่ดำรงอยู่ และมีบทบาทในการดูแลรักษาความเจ็บป่วยอยู่มากกว่าหนึ่งระบบ โดยต่างก็มีระบบวิธีคิด ทฤษฎี และวัฒนธรรมทางการแพทย์ที่แตกต่างกัน เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในทุกสังคมทั่วโลก มูลเหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีระบบการแพทย์ใดระบบเดียว ที่จะมีความสมบูรณ์แบบในตัวเอง เพื่อตอบสนองปัญหาความเจ็บป่วย และสามารถสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ป่วย และผู้เกี่ยวข้องได้ในทุกมิติ คือทั้งสามารถบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถให้คำตอบข้อสงสัยได้ สร้างความอบอุ่นใจ ต่อผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้องได้ ราคาถูก ประชาชนเข้าถึง บริการได้สะดวกและเท่าเทียมกัน

จากกรอบความคิดทางมนุษยวิทยาดังกล่าว ระบบการแพทย์จึงประกอบขึ้นจากองค์ประกอบ 2 ประการ ดังนี้

  1. ระบบทฤษฎีโรค (Disease Theory System) หมายถึง แนวคิดหรือทฤษฎีทางการแพทย์ที่อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดโรค ลักษณะการดำเนินไปของโรค พยากรณ์โรคตลอดจนวิธีการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในระดับปัญญาชนอาจมีลักษณะซับซ้อนเป็นระบบมาก แต่ในระดับประชาชนทั่วไป อาจอธิบายความเป็นไปของโรภัยไข้เจ็บต่างๆ อย่างง่ายๆ
  2. ระบบการดูและรักษาสุขภาพ (Health Care System) หมายถึงระบบที่สังคมจัดขึ้นเพื่อให้การดูแลรักษาหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพ ซึ่งอาจมีรูปแบบแตกต่างกันไป โดยประกอบด้วยผู้ให้การดูแลรักษา ผู้รับการดูแลรักษา สถานที่สำหรับกิจกรรมการดูแลรักษา รูปแบบการดูแลรักษาสุขภาพ ตลอดจนยา อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ รวมไปถึงระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้การดูแลรักษากับผู้รับบริการ


แนวคิดเรื่องโหราศาสตร์ เคราะห์กรรมกับความเจ็บป่วย

โหราศาสตร์ (บุญเลิศ สดสุชาติ, 2553 : 78) เป็นวิชาว่าด้วยการพยากรณ์โดยอาศัยวิธีการทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์เป็นหลัก โหรเป็นผู้พยากรณ์โชคชะตาราศีและให้ฤกษ์

แนวคิดแบบโหราศาสตร์มีกรอบอ้างอิงว่า สรรพสิ่งในสากลจักวาล ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกันด้วยเงื่อนไขความสัมพันธ์ที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยสามัญสำนึกปกติของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของสรรพสิ่งเป็นไปตามวิถีหรือชะตาที่ถูกกำหนดโดยตำแหน่งแห่งที่ของมันเองในห้วงแห่งความสัมพันธ์ของจักรราศี โหราศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ใช้ตำแหน่งแห่งที่และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกับภาวะที่ดำรงอยู่และทำนายวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงคลี่คลายในอนาคตของสิ่งนั้นๆ มิติของความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในแนวคิดทางโหราศาสตร์จึงสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ “ฤกษ์ยาม” หรือเวลา และ “ตำแหน่งแห่งที่” หรือทิศทางอันจะเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งต่างๆ จะเป็นไปอย่างมี “สิริมงคล” หรือ “เคราะห์” ซึ่งทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่ในวิถีแห่งการโคจรของดวงดาวเคราะห์ต่างๆ และสุริยคติที่เคลื่อนไหวไปในห้วงแห่งจักรราศี

เมื่อมีความเจ็บป่วยซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าอาจมีเคราะห์เกิดขึ้น ญาติพี่น้องหรือผู้ป่วยก็จะไปหาหมอดู หรือโหรท้องถิ่นอีสานเรียก หมอมอ เพื่อทำนายทายทัก หมอดูก็จะคำนวณโชคชะตาราศีของผู้ป่วย โดยอาศัยอายุ วันเดือนปีเกิดเป็นสำคัญ ส่วนใหญ่ใช้ตำราพรหมชาติเป็นหลัก ในการตรวจสอบเคราะห์กรรมซึ่งมักมีการผูกดวงและการคำนวณเลขต่างๆ เมื่อหมอดูทักว่ามีเคราะห์ก็จะแนะนำให้ไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือเสียเคราะห์ ซึ่งในภาคอีสานเรียกกันว่า “แต่งบูชาพระเคราะห์”หรือ “แต่งแก้บูชา” เพื่อเป็นการขจัดปัดเป่าเคราะห์กรรม การทำพิธีดังกล่าวเป็นการป้องกันความเจ็บป่วยที่ยังไม่เกิดหรือช่วยให้ความเจ็บป่วยที่เกิดแล้วทุเลาเบาบางลงและหายไปในที่สุด


แบบแผนการดูแลสุขภาพตามแนวคิดภูมิปัญญาไทย

มนุษย์ทุกส่วนของโลกต่างมีแบบแผนของการดูแลสุขภาพของตน (บุญเลิศ สดสุชาติ, 2553 : 80-81) แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม ความเชื่อ การพัฒนาวิธีปฏิบัติกับโรคภัยไข้เจ็บเป็นเวลายาวนานจนกลมกลืนกับวัฒนธรรม เป็นวิถีเฉพาะพื้นที่ จนได้รับการยอมรับเป็นระบบการแพทย์ประจำถิ่นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ เรียกว่า เวชกรรมชาติพันธุ์ (Ethhomedicine)

การแพทย์แผนเดิม (Traditional Medicine) หมายถึงวิธีการดูแลรักษาโรคแบบโบราณและการรักษาโรคตามวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาติต่างๆ ที่มีมาก่อนการประยุกต์วิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ บางครั้งภาษาอังกฤษอาจใช้อีกคำคือ Indigineous Medicine เป็นการแพทย์ดั้งเดิม ใช้เรียกการแพทย์ที่เห็นเป็นระบบชัดเจน มีองค์ความรู้ที่สรุปเป็นทฤษฎี มีตำรา มีการให้บริการ มีการถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ และมีการแพร่กระจายจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยพัฒนามาจากการแพทย์เวชกรรมชาติพันธุ์ จนมีเอกลักษณ์เป็นวิถีชีวิตในการดูแลรักษาสุขภาพของคนในประเทศนั้นๆ และมีความเป็นสากลจนสามารถเผยแพร่ไปยังพื้นที่ต่างๆ หรือประเทศอื่นอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันทั่วโลกมีการยอมรับการแพทย์ดั้งเดิม เช่น Ayurvedic Medicine ของประเทศอินเดีย Chinese Medicine ของจีน และ Unani ของกลุ่มมุสลิม

สำหรับการแพทย์แผนไทย จัดเป็น Traditional Medicine หรือเรียกว่า Thai Traditional Medicine ได้หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาตามความเป็นจริงว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามคำจำกัดความสากลหรือไม่

การแพทย์แผนไทยดั้งเดิมไม่น่าจะเป็นเพียงการแพทย์พื้นบ้าน (Folk Medicine) คือการดูแลสุขภาพ รักษาโรคในเฉพาะกลุ่มชนโดยที่ยังไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน มักเน้นความเชื่อหรือประสบการณ์เฉพาะท้องถิ่น ถ่ายทอดกันโดยตรงระหว่างครูกับศิษย์ ภายในครอบครัว ยังไม่มีระบบแบบแผนการบริการและการเรียนการสอนที่แน่นอน คำว่าการแพทย์พื้นบ้านจึงมีใช้กว้างขวางและทั่วประเทศ เรียกแพทย์ที่มีในเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพื้นที่

การแพทย์แผนไทยมีการรวบรวมองค์ความรู้ ตรวจสอบจนเป็นแบบแผนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย มีการเรียนการสอน การสอบเพื่อรับใบประกอบโรคศิลปะ มีการใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ แม้จะไม่แพร่หลายไปยังนอกประเทศ แต่ก็มีการแพทย์ที่คล้ายคลึงกันในภูมิภาคนี้ เช่น ลาว พม่า เป็นต้น ดังนั้นการใช้คำว่า การแพทย์แผนไทย แทนคำว่าแผนโบราณเดิม จึงเป็นคำที่เหมาะสมกับการเรียกตามสากลได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เพราะการแพทย์แผนไทยเป็นวิถีชีวิตการดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างสอดคล้องกับวัฒนธรรมอันดีของไทย มีการใช้ยาสมุนไพร การอบ ประคบและนวด มีเอกลักษณ์เป็นแบบแผนไทย มีความรู้ที่สรุปเป็นทฤษฎี มีการเรียนการสอน การถ่ายทอดความรู้อย่างกว้างขวาง การแพทย์แผนไทยเป็นแนวคิดแบบองค์รวม ในการผสมผสานอย่างดี ระหว่างปรัชญาการดำเนินชีวิต ศาสนาและวิทยาศาสตร์แบบสังเกต คือเมื่อมนุษย์เกิดมาจะต้องประกอบด้วยความเป็นหญิงชายและจิตวิญญาณ ซึ่งวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ไม่ได้กล่าวถึงวิญญาณ แต่การแพทย์แผนไทยมีแนวคิดเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และมีวิญญาณ การแพทย์แผนไทยสอดคล้องกับคำจำกัดความของ Traditional Medicine จึงสมควรได้รับการเรียกขานว่า การแพทย์แผนไทย (Thai Traditional Medicine) เป็นหน้าที่ของลูกหลานไทยที่ควรยกย่องภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตานานาประเทศและนำการแพทย์แผนไทยมารับใช้คนรุ่นใหม่อย่างมีศักดิ์ศรีต่อไป


แนวคิดเรื่องธาตุ สุขภาพ และความเจ็บป่วย

การมองโลกตามแนวคิดเรื่องธาตุ ถือว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติประกอบกันขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 อันได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ มาประชุมกัน ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดในธรรมชาติ เช่น พายุ ฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม ฝนแล้ง แผ่นดินไหว ล้วนมีพื้นฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนของธาตุทั้ง 4 ที่ประกอบเป็นโลกทำปฏิกิริยากัน

ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติและบทบาทแตกต่างกัน ทำหน้าที่คุ้มกันไว้ให้ระบบร่างกายเป็นไปตามปกติ สุขภาพดีเกิดจากการมีธาตุทั้ง 4 ที่สมดุลกัน หากธาตุทั้ง 4 มีการแปรปรวน ก็จะทำให้ร่างกายเจ็บป่วย (บุญเลิศ สดสุชาติ, 2553 : 72)

แนวคิดเรื่องธาตุ ถือว่ามูลเหตุของโรค หรือสาเหตุที่ทำให้ธาตุต่างๆ เกิดการวิปริตแปรปรวนจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นนั้น มีมูลเหตุ 12 ประการ ดังนี้ (บุญเลิศ สดสุชาติ, 2553 : 74)

  1. อาหาร กินมากหรือกินน้อยเกินไป หรือกินอาหารบูด เสีย กินอาหารที่ไม่เคยกิน
  2. อิริยาบถ อิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ได้สมดุลกัน
  3. อากาศร้อน
  4. อากาศเย็น
  5. อดนอน
  6. อดข้าว
  7. อดน้ำ
  8. การกลั้นอุจจาระ
  9. การกลั้นปัสสาวะ
  10. การทำงานเกินกำลัง
  11. ความเศร้าโศกเสียใจ
  12. โทสะมาก

การเยียวยาเพื่อรักษาความเจ็บป่วยตามแนวคิดเรื่องธาตุนั้น มุ่งที่การปรับธาตุให้เกิดสมดุล แนวคิดนี้จำแนกสรรพสิ่งซึ่งเป็นเภสัชสารหรือสมุนไพร ออกเป็นหมวดหมู่ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อกระทำต่อการแปรปรวนของธาตุใดธาตุหนึ่ง สมุนไพรจำแนกออกได้เป็นรสต่างๆ กัน จำนวน 9 รส มีสรรพคุณต่างกัน เช่น รสฝาด ใช้แก้ไอ สมานแผล แก้ท้องเดิน รสขม ใช้บำรุงโลหิต เป็นต้น (บุญเลิศ สดสุชาติ, 2553 : 75)


แนวคิดเรื่องไสยศาสตร์กับความเจ็บป่วย

ไสยศาสตร์ (บุญเลิศ สดสุชาติ, 2553 : 77-78) หมายถึง ความเชื่อด้วยความรู้สึกเกรงขามในสิ่งที่เข้าใจว่าอยู่เหนือธรรมชาติหรือในสิ่งลึกลับอันไม่สามารถจะทราบได้ด้วยเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ และสิ่งนั้นอาจให้ดีหรือร้ายแก่ผู้ที่เชื่อถือได้

แนวคิดทางไสยศาสตร์เป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นสากลในทุกชนชาติ กำเนิดมาจากความเชื่อว่าอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติ เป็นพลังทำให้สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไป อย่างที่มนุษย์ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้ มนุษย์สมัยก่อนเมื่อได้พบเหตุการณ์ธรรมชาติต่างๆ เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แผ่นดินถล่ม ก็เกิดความคิดว่าจะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เบื้องหลัง หรือบังคับให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น มนุษย์จึงได้พากันสร้างเทพเจ้า ผี หรือวิญญาณต่างๆ ขึ้น และทำพิธีสักการบูชาเพื่อให้สิ่งที่ตนเชื่อว่ามีอยู่นั้น เมตตาและไม่ทำร้ายตน หรือบันดาลให้เกิดความสุขแก่ตน สิ่งที่มนุษย์สร้างดังกล่าวมีชื่อเรียกกันต่างๆ กันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ผีฟ้า พญาแถน ผีปู่ตา ผีป่า ผีตาแฮก รุกขเทวดา เจ้าที่ เทพารักษ์ ผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอาจบันดาลให้เกิดเคราะห์กรรมต่างๆ รวมทั้งให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นได้

แนวคิดเรื่องผีในวัฒนธรรมไทยจำแนกได้ 3 ลักษณะ

1. แนวคิดที่ถือว่าผีเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ทำหน้าที่รักษาหรือปกป้องคุ้มครองสิ่งต่างๆ อยู่ในธรรมชาติ ผีเหล่านี้จัดว่าเป็น “ผีดี” มักมีชื่อเรียกตามลักษณะท้องถิ่นที่ท่านสิงสถิตอยู่ เช่น เจ้าที่ เจ้าป่า รุกขเทวดา แม่โพสพ แม่ย่านาง ผีฟ้า ผีป่า ผีดง ผีตาแฮก ฯลฯ ผีเหล่านี้ทำหน้าที่คุ้มครองดูแลพื้นที่ท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ ในบรรดาผีดีทั้งหลายเหล่านี้มีผีฟ้า หรือพญาแถน เป็นใหญ่กว่าผีอื่นๆ

2. แนวคิดที่ถือว่าผีเป็นวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ยังคงมีอำนาจในการควบคุม ดูแลสิ่งต่างๆ และให้คุณให้โทษแก่มนุษย์ได้ ผีเหล่านี้ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่นผีปู่ตาในภาคอีสาน ผีปู่ย่าในภาคเหนือ ผีปู่ย่าตายายในภาคกลาง หรือผีตายายในภาคใต้ ผีเหล่านี้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชุมชน โดยชาวบ้านจะสร้างศาลปู่ตา หรือหอผีสำหรับทำพิธีเซ่นไหว้บูชา ซึ่งทำเป็นประจำปี ถือว่าเป็นกิจกรรมสำคัญของชุมชน นอกจากนี้ยังมีผีเชื้อ ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษประจำตระกูลทำหน้าที่ดูแลลูกหลานในตระกูลของตน

3. แนวคิดที่เชื่อว่าผีเป็นวิญญาณร้ายที่คอยให้โทษภัยแก่มนุษย์ ส่วนใหญ่มักเป็นผีที่ไม่มีหลักแหล่งแน่นอน บางชนิดเป็นผีร้ายที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่นผีโป่ง ผีกองกอย บางชนิดเกิดจากผู้ที่เรียนวิชาด้านคุณไสยแล้วไม่สามารถรักษาวิชานั้นๆ ไว้ได้ หรือกระทำผิดต่อข้อห้ามที่กำหนดไว้ในวิชาที่เรียนมา ทำให้ต้องกลายเป็นผีร้าย เช่น ผีปอบ ผีห่าก้อม บางชนิดเป็นผีที่เกิดจากคนตายผิดธรรมชาติ เช่นผีตายทั้งกลม ผีตายโหง เป็นต้น ผีเหล่านี้ให้โทษแก่มนุษย์ โดยอาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้หลายวิธี เช่น หลอกหลอนให้ตกใจกลัวจนจับไข้ ดังที่เรียกกันว่าเจ็บไข้หัวโกร๋น หรือเข้าสิงสู่ในตัวคนแล้วทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือเป็นบ้า ผีบางชนิด เช่นผีกองกอยดูดกินเลือดคนทำให้เหยื่อค่อยๆ ซีดและตายไป ผีบางชนิดกัดกินอวัยวะภายในของผู้เคราะห์ร้ายทำให้ค่อยๆ ตายไป พฤติกรรมของผีร้ายเหล่านี้จะเป็นไปอย่างมีเหตุผล แตกต่างจากผี 2 ประเภทแรก ที่มักลงโทษผู้คนอย่างมีหลักเกณฑ์ เช่นการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ฝนแล้ว เป็นต้น

แนวคิดที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย เชื่อว่าความเจ็บป่วยหรือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการที่มนุษย์ล่วงละเมิดต่อธรรมชาติ และจารีตประเพณี ผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาอยู่นั้นทำการลงโทษแก่มนุษย์ ดังนั้นการเยียวยารักษาหรือแก้ไขภาวะนั้น มนุษย์ต้องทำการขอขมาหรือเซ่นไหว้เอาใจผี เพื่อให้ผียอมเมตตาและยกโทษให้

สำหรับแนวคิดเรื่องผีร้ายประเภทที่สาม ซึ่งก่อให้เกิดโทษร้ายแรงและความเจ็บป่วยนั้น จะต้องแก้ไขโดยการปราบหรือกำหราบด้วยวิธีรุนแรง โดยมนุษย์อาศัยอำนาจของเทพและคาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อปราบปรามหรือขับไล่ผีที่มารังควานมนุษย์ แนวคิดนี้รับมาจากศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม แนวคิดทั้งสองผสมกลมกลืนเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นสืบมาจนถึงปัจจุบัน

จากแนวคิดความเชื่อเรื่องผี ในฐานะอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองปกครองสรรพสิ่งแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แนวคิดดังกล่าวได้กำหนดท่าทีและพฤติกรรมของมนุษย์ใน 2 มิติคือ

มิติที่หนึ่ง เป็นมิติทางนิเวศวิทยา คือสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่ป่าเขา แม่น้ำ ลำธาร ผืนแผ่นดิน สิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์รักษาอยู่ หากมนุษย์ปฏิบัติตนอย่างไม่เหมาะสม กระทำการล่วงละเมิดต่อกฎเกณฑ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่เคารพนอบน้อมต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ อำนาจลึกลับนี้ก็จะลงโทษแก่ผู้ปฏิบัติไม่เหมาะสมนั้น การให้โทษดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่ทำให้เกิดความเจ็บป่วย และภัยธรรมชาติต่างๆ

มิติที่สอง เป็นมิติทางสังคม แนวคิดนี้ถือว่าเป็นผีเป็นสถานบันทางสังคมที่เก่าแก่และทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในการรักษาไว้ ซึ่งกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนและจารีตประเพณีของสังคม ผีปู่ตาหรือผีปู่ตายายจะทำหน้าที่ควบคุมดูแลความเป็นอยู่ของชุมชน ผีปู่ตาจะคอยสอดส่องดูแลความประพฤติของผู้คนในชุมชนมิให้ละเมิดกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนและจารีตประเพณี ในสังคมอีสานนั้น กฎเกณฑ์ของชุมชนกำหนดเป็นฮีต 12 คอง 14 หรือจารีต 12 ประการ และคลองธรรม 14 ประการ ฮีต 12 เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับประเพณีการทำบุญทางศาสนาแต่ละเดือนที่พึงปฏิบัติ เพื่อเป็นสิริมงคลของชุมชน ส่วนคอง 14 หรือครรลองคลองธรรม 14 ประการนั้นเป็นข้อกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคคลในชุมชนที่พึงปฏิบัติต่อกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวและชุมชน สังคมมีการว่ากล่าวตักเตือนกันมิให้ประพฤติผิดฮีตผิดคอง เพราะจะเป็นเหตุให้ผีเชื้อหรือผีปู่ตาลงโทษ โดยจะทำให้เกิดเคราะห์ร้ายหรือเจ็บป่วยได้ แนวคิดเรื่องผีจึงทำหน้าที่เป็นสถาบันควบคุมกำกับความประพฤติของคนในสังคมให้อยู่ในศีลธรรมอันดี มีผลให้ชุมชนเกิดความสุขสงบสันติ

อ้างอิงข้อมูล

  • บุญเลิศ สดสุชาติ. (2553). มานุษยวิทยาสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. โอเอส พริ้นติ้ง เฮาส์ : กรุงเทพฯ.
  • คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. (2542). หนังสือเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดศรีสะเกษ: กรุงเทพฯ.